24/07/2024

เพื่อไทย…เพื่อใคร?

 

โดย ขุนพล กอเตย

 

ปกติพรรคการเมืองที่ได้เสียงมากอันดับ 1 จะไม่จับมือกับพรรคที่ได้เสียงอันดับ 2 ในการจัดตั้งรัฐบาล  แต่หลังรู้ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม  พรรคก้าวไกล 151 เสียง ให้เกียรติเชิญพรรคเพื่อไทย 141 เสียง ร่วมตั้งรัฐบาลทันที

 

 

แต่พรรคเพื่อไทยไม่ยอมเป็นอันดับ 2 ภายใต้เงาพรรคก้าวไกล  ทันทีที่รับไม้ต่อให้จัดตั้งรัฐบาล  ผู้บัญชาการพรรคเพื่อไทยสั่งเปลี่ยนขั้วสลับข้าง  ดึงพรรคภูมิใจไทยที่มีนโยบายกัญชาเสรี  พรรคชาติไทยพัฒนา  พรรคพลังประชารัฐของ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ  ที่เป็นรัฐบาลเดิม   และพรรครวมไทยสร้างชาติของ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เคยทำรัฐประหารรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามาขั้วรัฐบาลใหม่

ตอนหาเสียง ทั้ง “อุ๊งอิ๊ง” นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย  นายเศรษฐา ทวีสิน ผู้ถูกวางตัวเข้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย  แรกๆทำงึมๆงำๆเรื่องจะเอาหรือไม่เอาลุง  จนเมื่อสังคมตั้งคำถามเข้ามากๆ อุ๊งอิ๊งประกาศให้ดูหน้าดิฉันไว้  เศรษฐาบอกว่ารังเกียจรัฐประหารไม่ร่วมรัฐบาลของ2พรรค-2ลุง

โดยเฉพาะหมอชลน่าน ที่เคยนำทัพเพื่อไทย “เด็ดหัวสอยนั่งร้าน”  เคย “ไล่หนู ตีงูเห่า ไม่เอากัญชา”  เคยประกาศบนเวทีดีเบตชัดเจนว่า จะลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคหากพรรคเพื่อไทยร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐ

แต่วันนี้ทุกคนกลืนน้ำลายตัวเอง  มีเสียงจากสังคมว่า “ตระบัดสัตย์”

MOU 8 พรรคร่วมที่ทำกันไว้  ภาพการจับมือของแกนนำ  ภาพการกอดคอเป็น “ข้าวต้มมัด” ของนพ.ชลน่าน กับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล  ได้กลายเป็นแค่อดีตโดยพลัน

พรรคเพื่อไทยเร่งใส่เกียร์5เดินหน้าพลิกขั้วเปลี่ยนข้างอย่างไม่อายฟ้าดิน  ด้วยการเชิญแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเดิมมาดื่ม “มิลค์ช็อค” และยืมปากแขกที่เชิญมาให้แถลง “ไม่เอาก้าวไกล” เสมือนการถีบส่งพรรคส้มแบบไม่ให้เกียรติไม่ไว้หน้าโดยเพื่อไทยไม่อาศัยปากของตนเอง

การถีบส่งครั้งนี้ย่อมส่งผลรวมถึงพรรคไทยสร้างไทยของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ที่มีอุดมการณ์ชัดเจนเรื่องประชาธิปไตย และพรรคเป็นธรรม ที่มีแค่ 1 เสียง แต่มองเรื่องศักดิ์ศรี

น่าสังเกตว่าในกระแสเสียงที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์พรรคเพื่อไทยในช่วงเวลานี้นั้น   มีเสียงของนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย  ที่พูดอย่างชัดเจนไม่แคร์สังกัด  ที่แสดงจุดยืนความเป็นนักประชาธิปไตย  แสดงความผิดหวังและเศร้าใจกับการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยที่ดึงพรรครวมไทยสร้างชาติและพรรครวมพลังประชารัฐ   ซึ่งนายจาตุรนต์มองว่าเป็นพรรคการเมืองที่สืบทอดอำนาจเผด็จการมาร่วมรัฐบาล   ดึงเอาศัตรูมาขับไล่มิตร  ทั้งๆที่ควรจับมือกับพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย

นอกจากนายจาตุรนต์แล้วสารพัดทัวร์ที่ลงพรรคเพื่อไทยได้ทำให้สังคมเข้าใจว่า  พรรคเพื่อไทยที่ประชาชนเทเสียงให้เพื่อหวังให้แลนด์สไลด์  มีเสียงข้างมากเด็ดขาดเพื่อนำประเทศออกจากมือกลุ่มคนที่ร่วมมือกันทำรัฐประหาร  ออกจากกลุ่มเผด็จการที่สืบทอดอำนาจมา 9 ปี  อาจไม่ได้ผลดังหวัง

เมื่อเสียงไม่มากพอ พรรคเพื่อไทยมาอันดับ 2  มีพรรค สว. 250 เสียง เป็นตัวกำหนดเกม  จึงยอมทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้เป็นรัฐบาล

มีคนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยวางแผนมาแล้วตั้งแต่ก่อนและหลังวันเลือกตั้ง  ไม่เช่นนั้นคงไม่มีการประกาศล่วงหน้าถึง “การกลับบ้าน” ของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ลี้ภัยอยู่ต่างแดนมายาวนาน 15 ปี

ทำให้เกิดความสงสัยกรณีหุ้นไอทีวีของนายพิธาที่ผุดก่อนเลือกตั้งแค่ 4 วัน  ใครอยู่เบื้องหลังการปล่อยเอกสารเท็จกันแน่

ทำให้สงสัยว่า ตอนที่ก้าวไกลเป็นแกนนำ 8 พรรคตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จนั้น  เป็นเพราะสมาชิกวุฒิสภาหรือเพราะมีพรรคอื่นที่รอจังหวะเสียบกันแน่

ทำให้เกิดความเคลือบแคลงใจว่า  การประชุมรัฐสภาวันที่ 19 กรกฎาคม ที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ปล่อยให้มีการใช้เสียงข้างมากโหวตตัดสิทธิการเสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่2  แทนที่จะใช้ความเป็นประธานรัฐสภาในการวินิจฉัยนั้น   นายวันนอร์ทำไปด้วยวิจารณญาณของตนเองหรือไม่อย่างไร

 

 

สุดท้ายการอ้างความจำเป็นให้ประเทศได้เดินหน้าโดยเร็ว  ต้องรีบแก้ปัญหาเศรษฐกิจความเดือดร้อนของประชาชน  ประเทศจะรอเวลาอีก 9-10 เดือนให้ สว.หมดวาระไม่ได้

ถึงขณะนี้การประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตนายกรัฐมนตรียังไม่มีกำหนดแน่นอน  ต้องรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน  นายพิธาอาจได้สิทธิในการเสนอชื่อกลับคืน  หรืออาจยืนยันผลโหวตให้ถูกตัดสิทธิ  แต่ไม่ว่าอย่างไรดูเกมแล้วสุดท้ายพรรคเพื่อไทยจะได้เสนอชื่อนายเศรษฐาเป็นนายกรัฐมนตรีให้รัฐสภาโหวตครั้งเดียวจบตามแผนที่วางไว้

อย่างไรก็ตามการแสดงออกอย่างกระเหี้ยนกระหือรือที่จะรีบตั้งรัฐบาล  ถึงขนาดยอมหักหลังและทอดทิ้งเพื่อน   เลือกอำนาจโดยไม่เห็นหัวประชาชน   รู้ทั้งรู้ว่าจะเสียศรัทธาประชาชน  รู้ทั้งรู้ว่าจะเสียฐานมวลชนที่เคยสนับสนุนด้วยใจ   เพราะพลิกลิ้นไม่รักษาคำมั่นสัญญา  เพราะขาดความเป็นสุภาพบุรุษกับพรรคร่วมอุดมการณ์ประชาธิปไตย

มีตัวอย่างให้เห็นแล้วว่าพรรคการเมืองเก่าแก่ที่เคยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลมาหลายครั้ง  มีนายกรัฐมนตรีหลายคน  เคยต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหาร  แต่วันหนึ่งปฏิเสธการเลือกตั้งซึ่งเป็นกระบวนการทางประชาธิปไตย  ร่วมเป่านกหวีตล้มรัฐบาลเลือกตั้ง   ตอนหาเสียงเลือกตั้งบอกไม่เอาเผด็จการแต่กลืนน้ำลายเข้าร่วมรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจ

จนวันนี้พรรคเก่าแก่ก็ยังไร้หัวหน้าพรรคคนใหม่  และอนาคตอาจเป็นได้แค่พรรคต่ำสิบ

วันนี้พรรคเพื่อไทยจะกลับสู่ทำเนียบรัฐบาล  คนของพรรคได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายกระทรวง   ได้ร่วมบริหารบ้านเมือง  แต่ ไม่สามารถครองใจประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

เพราะเพื่อไทยหวังแค่พาคนกลับบ้านวันที่ 10 สิงหาคม

 

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *