10/12/2022

73 ปีจีนใหม่ ใกล้บรรลุฝัน

 

 

โดย…….. นายชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ

 

เมื่อ สี จิ้นผิง ขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปี 2012  เขาได้ประกาศภารกิจหลักของการเป็นผู้นำรุ่นที่ 5 ของจีนคือ การนำพาคนในชาติร่วมกันฟื้นฟูประเทศเพื่อบรรลุถึง “ความฝันของจีน” อันได้แก่ การแก้ไขปัญหาความยากจนยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน   การสร้างความมั่งคั่งด้วยระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมที่ทันสมัยแบบจีน  และพัฒนากองทัพเพื่อให้จีนกลับมายิ่งใหญ่เกรียงไกรอีกครั้ง

เป้าหมายสำคัญสูงสุดที่สี จิ้นผิง กำหนดเป็น 2 เป้าหมายแห่งศตวรรษ ได้แก่ “การสร้างสังคมที่มีความเจริญระดับปานกลางในทุกแง่มุม” ภายในปี 2021 ในวาระครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน

เราบรรลุเป้าหมายแรกแล้ว นั่นคือ การสร้างสังคมที่มีความเจริญระดับปานกลางในทุกแง่มุม” สี ประกาศในพิธีฉลองครบรอบ 100 ปีแห่งการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน ณ กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2021

ส่วนเป้าหมายที่สองคือ “การสร้างประเทศสังคมนิยมที่ทันสมัย พร้อมด้วยความเจริญรุ่งเรือง ความแข็งแกร่ง ความเสมอภาค ความก้าวหน้าทางวัฒนธรรม และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” ภายในปี 2049 ในวาระครบรอบ 100 ปีการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน

 

สี จิ้นผิง

 

นับตั้งแต่การสถาปนา “จีนใหม่” จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 73 ปีแล้วที่ผู้นำจีนและรัฐบาลในแต่ละยุคสมัยได้พยายามสานต่อความฝันในการฟื้นฟูประเทศ  แก้ปัญหาปากท้องของประชาชน  พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศชาติ

ผลงานที่โดดเด่นที่โลกยอมรับ  แม้แต่ชาติตะวันตกยังต้องยอมรับคือในช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมาที่จีนเริ่มต้นการปฏิรูปและเปิดประเทศ  สามารถลดจำนวนคนยากจนลงได้มากกว่า 850 ล้านคน  ในปี 1972 มีคนยากจนในชนบท 770 ล้านคน  อัตราความยากจน 97.5%  ถึงปี 2018 คนยากจนในชนบทลดเหลือ 16.6 ล้านคน  อัตราความยากจนเหลือ 1.7%

ปี 1952 รายได้เฉลี่ยต่อคนแค่ 119 หยวน(ประมาณ595 บาท)  ถึงปี 2018 รายได้เฉลี่ยเพิ่มเป็น 9,732 เหรียญสหรัฐฯ(ประมาณ291,960บาท) ปี 2019 จีดีพีของจีนมีเกือบ 100 ล้านล้านหยวน  และปี2020 จีดีพีเฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้นมากกว่า 10,000 เหรียญสหรัฐฯ(มากกว่า 300,000บาท)

ปี 2020 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 13 ของจีน (2016-2020) ที่จีนตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องหลุดพ้นความยากจนอย่างสิ้นเชิง  จีนก็ทำได้สำเร็จ  รัฐบาลแจ้งว่าประชากรในชนบทที่มีความยากจนกว่า 55.75 ล้านคน หลุดพ้นจากความยากจนได้

โดยสี จิ้นผิง กล่าวในปี 2021ว่า “เป็นปาฎิหาริย์ที่จะถูกจารึกในประวัติศาสตร์

ปรากฏการณ์หนึ่งในสังคมจีนอันเป็นรอยต่อระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่  คือคนรุ่นเก่าที่เคยผ่านความยากลำบาก  เคยอดอยาก  ต้องขุดเผือกมันมากินแทนข้าว  ยังคุ้นชินกับการกินอยู่อย่างประหยัด

แต่เด็กจีนยุคใหม่กลายเป็นนักบริโภคที่แสวงหาอาหารแปลกใหม่มาเปิบพิสดาร  หรือกินโชว์ทางออนไลน์  แต่ยังมีพฤติกรรม “กินทิ้งกินขว้าง” อย่างไม่เห็นคุณค่าของอาหารเพราะเกิดมาแบบไม่เคยอดอยาก  จนประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ทนไม่ไหวต้องส่งเสียงบ่นดังๆให้ได้ยินกันทั้งประเทศ  จนภาครัฐและเอกชนต้องตื่นขึ้นมาทำการรณรงค์ครั้งใหญ่ด้วยแคมเปญ “กินให้เกลี้ยงจาน

องค์การระหว่างประเทศเคยมีการประเมินอาหารเหลือทิ้งทั่วประเทศจีนในแต่ละปีว่ารวมกันมากถึง 18 ล้านตัน  ซึ่งเป็นปริมาณที่มากพอจะเลี้ยงผู้คนที่อดอยากได้ 30-50 ล้านคน

ความสำเร็จในการแก้ปัญหาความยากจนอดอยากมีผลให้ชาวจีนมีอายุเฉลี่ยมากขึ้น  ยิ่งกินดีอยู่ดีมีเวลาพักผ่อน ได้ออกกำลังกาย  วันนี้จึงได้เห็นผู้สูงอายุเต็มบ้านเต็มเมือง

ในปี 1949 ที่เริ่มสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน  มีประชากรอยู่เพียง 540 ล้านคน  ด้วยความอดอยากยากจน  คนจีนเมื่อ 7 ทศวรรษก่อนมีอายุเฉลี่ยเพียง 35 ปี  อัตราการเสียชีวิตของทารกแรกเกิดในขณะนั้นคือ 200 ต่อ 1,000

 

 

วันนี้จีนมีประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมากถึง 264 ล้านคน คิดเป็น 18.7% ของจำนวนประชากร  และคาดว่าจะเพิ่มเป็น  300 ล้านคนในปี 2025 และขยับขึ้นเป็น 487 ล้านคนในปี 2050 หรือสัดส่วนราว 1 ใน 3 ของประชากร เรียกได้ว่าเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด(Super-aged Society)

ในปี 1981  อายุเฉลี่ยคนจีนเพิ่มเป็น  67.8 ปี  เมื่อถึงปี 2019  อายุเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 77.3 ปี  โดยอัตราการเสียชีวิตของทารกลดลงเหลือ 6.1 ต่อ 1,000  และคาดว่าในปี 2025 อายุเฉลี่ยชาวจีนจะเพิ่มเป็น 78.3 ปี

อีกหนึ่งผลงานที่เกิดขึ้นในช่วง 10 ปีของ สี จิ้นผิง คือการเสนอแนวความคิดเรื่อง “เส้นทางสายไหมยุคใหม่” ทั้งทางบกและทางทะเลเพื่อเชื่อมโยงการค้าการลงทุนระหว่างโลกฝั่งตะวันออกกับตะวันตก   ซึ่งระยะแรกเรียกว่า One Belt One Road หรือโครงการ“หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง”  ต่อมาถูกเรียกว่า Belt and Road Initiative (BRI)  หรือ “ข้อริเริ่มแถบและเส้นทาง” ที่ปัจจุบันได้พัฒนาเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศที่มีขอบเขตกว้างที่สุดและขนาดใหญ่ที่สุด

รัฐบาลจีนแจ้งว่ามี 172 ประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศลงนามในเอกสารความร่วมมือ BRI  มากกว่า 200 ฉบับกับจีน และจะมากยิ่งขึ้นเมื่อสี จิ้นผิง จะยังเป็นผู้นำของจีนต่อไป

พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะประชุมสมัชชาใหญ่ครั้งที่ 20 ในวันที่ 16 ตุลาคม 2022  ซึ่งค่อนข้างแน่นอนว่า สี จิ้นผิง จะได้ครองอำนาจต่อเนื่องเป็นสมัยที่สาม

สิ่งที่รอสี จิ้นผิง อยู่ในระยะ 5 ปีข้างหน้าคือ สถานการณ์ในประเทศจีนและโลก ทั้งภาวะเศรษฐกิจ การเอาชนะการระบาดของโรคโควิด-19  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือความขัดแย้งกับมหาอำนาจตะวันตกที่มองจีนเป็น “ภัยคุกคาม”อันดับหนึ่ง

…………………………………………………………………………………………………………………………………………..

หมายเหตุ : ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ อปท.นิวส์  ปีที่ 16 ฉบับที่ 389 วันที่ 1-15 ตุลาคม พ.ศ.2565

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *