24/07/2024

10เดือนของรัฐบาลเศรษฐา ไม่เดินหน้า-พาเศรษฐกิจล่ม

 

วันนี้พ่อค้าแม่ค้าตามตลาดทั้งภูธรและในเมืองกรุงต่างบ่นระงมเป็นเสียงเดียวกันว่า “เงียบเหงาเหมือนป่าช้า”  ค้าขายลำบากยิ่งกว่าตอนโควิด  สินค้าสารพัดอย่างมีต้นทุนสูงขึ้น  จะปรับราคาทันทีก็ไม่ได้ ลูกค้าไม่ซื้อและไม่มีกำลังซื้อ  ต่างกับยุคลุงตู่ที่มี “คนละครึ่ง” ช่วงนั้นซื้อง่ายขายคล่อง  ตอนนี้นิ่งสนิทใกล้ตาย  ตลาดเงียบมีแต่คนขายนั่งมองหน้ากันเอง

 

 

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะชีวิตคนไทยในรอบ 10 เดือนนับตั้งแต่รัฐบาลผสมชุดใหม่ที่นำโดยนายเศรษฐา ทวีสิน แห่งพรรคเพื่อไทย เข้ามานั่งบริหารประเทศยังไม่สามารถสัมผัสผลงานอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน  ไม่รู้สึกว่ารัฐบาลได้บรรเทาปัญหาเศรษฐกิจที่สั่งสมมาในยุครัฐบาลทหารของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นักลงทุนทั้งไทยและเทศไม่เกิดความเชื่อมั่นในการลงทุน   เพราะ 10 เดือนของรัฐบาลเศรษฐาคือสัญญาลมๆแล้งๆที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีก   เมื่อถูกบวกกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและความสั่นคลอนทางการเมือง  จึงส่งผลต่อการลดทอนความเชื่อมั่น ลดทอนการบริโภค ชะลอการลงทุน หรือถึงขั้นถอนทุนย้ายฐานการผลิต

ก่อนหน้านี้มีการสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองพบว่า  ช่วง 9 เดือนของรัฐบาลเศรษฐา  พรรคเพื่อไทยคะแนนนิยมลดลงทุกวัน  คนในประเทศเริ่มถามหา “ลุงตู่”  เทียบกับพรรคก้าวไกลที่ถูกข้อกล่าวหา “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย”จนอาจจะถูกยุบพรรค  แต่คะแนนนิยมกลับเพิ่มขึ้น

 

 

เมื่อ“คำพูดคือนาย  คำหาเสียงคือสัญญาประชาคม”  ประโยคเด็ดที่ แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งวันนี้คือหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวเอาไว้ว่า “คนไทยมีกินมีใช้ มีเกียรติมีศักดิ์ศรีไปพร้อมๆกัน”  กับประโยคที่นายเศรษฐากล่าวบนเวทีหาเสียงว่า “ครอบครัวไหนมีรายได้ไม่ถึง 20,000 บาท/เดือน  เราจะเติมให้เต็ม 20,000 บาททุกๆเดือน” คือพันธกิจที่ผูกติดกับประชาชนที่ลงคะแนนให้พรรคเพื่อไทย รวมถึงที่ไม่ลงคะแนนให้  เพราะต่างก็ใช้เป็นเครื่องวัดผลงานว่าเมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้วจะ “คิดใหญ่ทำเป็น”ได้จริงแค่ไหน

ในภาพรวมตอนหาเสียงบอกว่าพรรคเพื่อไทยจะดัน GDPให้ถึง 5% ภายใน 4 ปี  แต่ผ่านมาแล้ว 10 เดือนยังห่างไกลความจริง  ล่าสุดจากการประชุมครม.เศรษฐกิจ บอกว่ามีเป้าหมายจะผลักดันเศรษฐกิจไทยปีนี้ให้โตในระดับ 3% จากที่สภาพัฒนาประเมินเอาไว้ 2.5%  เป็นความหวังที่สูงยิ่งเพราะไตรมาสแรกโตแค่ 1.5% แล้วเมื่อเข้าไตรมาสสองก็ปรากฏแต่ข่าวลบทางเศรษฐกิจที่ถาโถมอย่างต่อเนื่อง

นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ “ใช้จ่ายใกล้บ้านด้วยเงินดิจิทัล วอลเล็ต 10,000 บาท” ด้วยยอดเงินครังแรกกว่า 6 แสนล้านบาท  ที่บอกว่าจะเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจ  ได้ถูกปรับถูกเปลี่ยนถูกเลื่อนจากต้นปี 2567 เป็นกลางปี และเป็นไตรมาส4 โดยไม่ใช่ทั้งก้อน  กลายเป็นคำถามว่าแล้วจะกระตุ้นเศรษฐกิจยังไง  จะเป็นพายุหมุนยังไง   บอกให้ประชาชนรอเงิน 10,000 บาทปลายปีแต่ราคาสินค้าขึ้นไปรอล่วงหน้าตั้งแต่ต้นปีแล้ว

 

 

สถานการณ์ตอนนี้ประชาชนหน้าแห้งเพราะรายได้ลด รายจ่ายเพิ่ม  ไก่ ไข่ ผัก น้ำมัน ไฟฟ้า ต้นทุนชีวิตสูง “แพงทั้งแผ่นดิน”  คนตกงานมากขึ้นหางานใหม่ยากขึ้น  แต่เงินนอกระบบสะพัด  ทั้งเงินค้ายาเสพติด  เงินหวยใต้ดิน  เงินจากพนันออนไลน์

จากรัฐบาลชุดที่แล้วต่อเนื่องถึงรัฐบาลเศรษฐาคุยนักคุยหนาว่าประสบความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ใช้พลังงานสะอาด ประหยัดค่าใช้จ่าย   มีนักลงทุนจีนเข้ามาขอรับการส่งเสริมลงทุนตั้งโรงงานEV จำนวนมากทำให้ไทยก้าวสู่ความทันสมัย  แต่ผลที่ตามมาคือการปิดตัวของโรงงานรถยนต์สันดาปภายในญี่ปุ่นแบรนด์ดังที่ลงทุนในไทยมายาวนาน  ซึ่งรัฐมนตรีคนหนึ่งผู้ใกล้ชิดนายกฯเศรษฐาบอกว่าอาจจะมีผลกระทบต่อการจ้างแรงงานบ้างแต่ถือว่า “เป็นวัฏจักรปกติ

ในการผลิตภาคอุตสาหกรรมมีสัญญาณร้ายมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 ต่อเนื่องจนถึงเดือนมีนาคม 2567 รวมเวลา 15 เดือนที่พบว่ามีโรงงานอุตสาหกรรมปิดตัวลงไปแล้วกว่า 1,700 แห่ง กระทบการจ้างงานกว่า 42,000 ตำแหน่ง  และแนวโน้มน่าจะยังไม่ดีขึ้นเพราะนับตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567 ค่าจ้างขั้นต่ำจะปรับเพิ่มเป็นวันละ 400 บาท คือต้นทุนที่โรงงานต้องแบกรับเพิ่มในขณะที่ออร์เดอร์ลด

 

 

ปัญหาเศรษฐกิจไทยคือโครงสร้างการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขัน  สินค้าส่งออกของไทยที่เคยเป็นดาวเด่นทำเงิน  เคยเป็นที่ต้องการของตลาดโลกกำลังจะกลายเป็นสินค้าที่ตกยุคที่โลกไม่ต้องการ  อาทิ รถยนต์สันดาปภายใน   Hard Disk Drive (HDD) ที่ถูกทดแทนด้วย Solid State Drive (SSD) แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ  แผงโซลาเซลส์ เป็นต้น

ส่วนแบ่งการตลาดของไทยนิ่งมานานกว่า10ปี และกำลังจะเสียตลาดมากขึ้นเรื่อยๆเพราะไทยขาดสินค้าดาวรุ่งในโลกใหม่  เพราะไทยตกขบวนช่วงการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี  มัวแต่ทะเลาะกันในบ้าน  มัวแต่แย่งชิงอำนาจการเมือง  ขาดผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารเศรษฐกิจอย่างจริงจังโดยเฉพาะการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

ในระยะหลังสินค้าไทยถูกสินค้าจีนราคาถูกตีตลาดทั้งตลาดต่างประเทศ  และการเข้ามาตีตลาดในประเทศด้วยสินค้าออนไลน์  เป็นการทำลายSMEsในประเทศโดยขาดการปกป้องจากรัฐบาล โรงงานขนาดเล็ก  ผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่อาจแข่งขันได้แต่ปิดกิจการ  แม้แต่โรงงานประกอบรถยนต์ของญี่ปุ่นที่ปักฐานในไทยมานานหลายทศวรรษยังต้องถอนตัวจากการแข่งขันกับรถEVจีน  วันนี้ภาคอุตสาหกรรมของไทยอยู่ในภาวะอ่อนแอ โรงงานเปิดใหม่น้อยกว่าโรงงานที่ปิดตัว  หนี้เสียภาคการผลิตกำลังเร่งตัว  ปัจจัยเสี่ยงคือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ไทยตามไม่ทัน  ขณะที่สินค้าจีนยังจะทะลักเข้าสู่ตลาดอาเซียนมากขึ้นเพราะมาตรการการกีดกันทางการค้าในฝั่งตะวันตกยังสูงขึ้น

 

 

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณา​ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 วงเงิน 3.752 ล้านล้านบาท นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ยังขายฝันเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ว่าจะถึงมือคนไทย 50 ล้านคนในปลายปี เกิดเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงตั้งแต่ระดับฐานราก กระจายไปยังพื้นที่ทั่วประเทศ

เศรษฐีที่ชื่อเศรษฐายังฝันกับวิสัยทัศน์ IGNITE THAILAND ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ 8 ด้าน ได้แก่  การท่องเที่ยว   การแพทย์และสุขภาพ  เกษตรและอาหาร  การบิน  การขนส่งของภูมิภาค  การผลิตยานยนต์แห่งอนาคต  เศรษฐกิจดิจิทัล และการเงิน โดยที่ไม่รู้เป้าหมายว่าจะไปถึงฝั่งฝันเมื่อไรด้วยวิธีการใด

 

 

เขายังฝันกับความสำเร็จในอดีตกับเป้าหมายนักท่องเที่ยว 36.7 ล้านคนจากทั่วโลก ว่าจะกลับไปสู่ระดับสูงใกล้เคียงกับช่วงก่อนโควิด และรัฐบาลมีแผนที่จะทำให้ปี 2568 เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวที่ยิ่งใหญ่ เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวให้มากยิ่งขึ้น และกระตุ้นการใช้จ่ายให้สูงขึ้น

แต่สังเกตหรือไม่ว่าการเปิดรับนักท่องเที่ยวแบบไม่ลืมหูลืมตา  ไม่คัดกรอง  เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ  คือช่องว่างให้เหล่าอาชญากร มิจฉาชีพ ขอทาน  ทุนสีเทา แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายมากับทัวร์  หลั่งไหลเข้ามาทำมาหากินแย่งงานคนไทย ใช้ไทยเป็นฐานก่ออาชญากรรม

เพราะต่างชาติลือกันให้แซดว่าที่ประเทศไทยใช้เงินซื้อนักการเมืองขายชาติ ข้าราชการเลว และตำรวจชั่วได้ง่ายดายนัก

 

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *