15/06/2024

KKP Research แจง “8 โจทย์” สำหรับพลิกเศรษฐกิจไทย

 

KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร วิเคราะห์ภาพรวมนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในปัจจุบันมุ่งเน้นตัวเลขการให้เงินสนับสนุนในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินสวัสดิการ เงินอุดหนุน การแจกเงิน หรือการพักหนี้ โดยอาจหย่อนการพิจารณาด้านความเป็นไปได้และต้นทุนของนโยบายทั้งในมิติของค่าเสียโอกาสและผลที่จะตามมาจากการบิดเบือนแรงจูงใจและกลไกตลาดอย่างจริงจังและเพียงพอ ตรงกันข้าม นโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ต้นตอเชิงโครงสร้างและยกระดับรายได้ในระยะยาวที่เป็นปัจจัยสำคัญในการพลิกประเทศกลับยังไม่ถูกหยิบยกมาอภิปรายอย่างเด่นชัด

เศรษฐกิจไทยกำลังจะโตช้าลงเรื่อย ๆ ต่อเนื่องมานับ 10 ปี และช้ากว่าหลายประเทศในภูมิภาค โดยเกิดจากความสามารถในการสร้างผลผลิตของไทยที่มีแนวโน้มแย่ลงในหลายมิติ ซึ่งชัดเจนว่าเป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยเฉพาะนโยบายกระตุ้นอุปสงค์ระยะสั้น เห็นได้จาก 1) การส่งออกที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยเริ่มอ่อนแรงลงจากการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน 2) ภาคการท่องเที่ยวที่ก้าวขึ้นมาเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจสำคัญตั้งแต่ปี 2012 ถึงแม้จะฟื้นตัวได้หลังโควิด แต่ในอนาคตอาจไม่สามารถเป็นกำลังขับเคลื่อนหลักได้ดีเท่าในช่วงที่ผ่านมา และ 3) ภาคเกษตรไทยที่มีสัดส่วนแรงงานถึง 1 ใน 3 ของประเทศ ประสบกับปัญหาผลิตภาพที่อยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเหมาะสม

KKP Research ต้องการนำเสนอโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ที่เราต้องช่วยกันตอบ ซึ่งเป็นประเด็นที่ประเทศไทยกำลังเผชิญในปัจจุบันและกำลังทวีความรุนแรงขึ้นในหลายด้าน คือ

1) จำนวนแรงงานไทยที่กำลังจะหายไปอีก 3 ล้านคนภายในปี 2030 และ 11 ล้านคนภายในปี 2050

2) โลกที่กำลังเผชิญกับการทวนกลับของโลกาภิวัตน์ (deglobalization) และการดึงกลับของฐานการผลิต (reshoring) ทำให้การลงทุนจากต่างประเทศเริ่มลดลง

3) การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี (Technology Disruption) ความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมเก่า

4) การแข่งขันในตลาดที่อยู่ในระดับต่ำทำให้ธุรกิจไทยขาดแรงจูงใจในการพัฒนานวัตกรรม เกิดการกระจุกตัวของรายได้และกำไรของบริษัท

5) คุณภาพการศึกษาไทยที่ด้อยลง ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาที่สูงขึ้น

6) การก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุเต็มขั้น (super aged society) ของไทย ซึ่งจะตามมาด้วยปัญหาด้านการคลัง ระบบสาธารณสุขและภาระสวัสดิการของภาครัฐ

7) ความมั่นคงทางพลังงานและการขาดดุลด้านพลังงานกำลังรุนแรงขึ้น จากปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยกำลังลดลง

8) ปัญหามลพิษและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกและการขาดมาตรการรับมือที่เหมาะสมของไทย

 

 

ทั้งนี้ หากยังไม่มีการดำเนินนโยบายที่ตอบโจทย์ใหญ่ข้างต้น หรือนโยบายยังเป็นไปในแบบที่เกิดขึ้นในอดีตมีแนวโน้มที่จะเกิดผลลัพธ์ดังต่อไปนี้

ผลลัพธ์ที่ 1 คนไทยขาดความมั่นคงในรายได้ รายรับโตไม่ทันกับรายจ่าย เป็นหนี้เรื้อรัง ความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ลดลงทั้งในภาคการผลิต การส่งออก การท่องเที่ยว และภาคการเกษตร จะเป็นปัจจัยที่ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวของไทยโตช้าลงเรื่อย ๆ ในขณะที่รายจ่ายของคนไทยมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเร็ว จากทั้งเงินเฟ้อที่อาจอยู่ในระดับสูงกว่าในอดีตจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจและการค้าโลก ค่าใช้จ่ายราคาพลังงานและค่าไฟฟ้าในประเทศที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากการพึ่งพาการนำเข้า LNG เพื่อผลิตไฟฟ้ามากขึ้น

ผลลัพธ์ที่ 2 โอกาสที่คนที่เกิดมาจนจะถีบตัวเองขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางหรือคนรวย (economic mobility) จะเป็นไปได้ยากขึ้นมาก ประเทศไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้และสินทรัพย์รุนแรงเป็นลำดับต้น ๆ ของโลกอยู่แล้ว โดยกลุ่มคนรวยมีรายได้ที่เติบโตเร็วกว่ากลุ่มคนรายได้น้อยมาโดยตลอด การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มโตได้ช้าลงในอนาคต  ปัญหาความไม่เท่าเทียมด้านคุณภาพการศึกษา การผูกขาดทางธุรกิจของทุนใหญ่ จะทำให้โอกาสของคนรายได้น้อยในการเติบโตและสร้างความมั่นคงในชีวิต ครอบครองสินทรัพย์พื้นฐาน เช่น ที่ดิน ที่อยู่อาศัย เป็นไปได้ยากขึ้นมากในอนาคต

ผลลัพธ์ที่ 3 คนไทยต้องแบกรับภาระภาษีมากขึ้น สวัสดิการจากภาครัฐอาจต้องลดลง จากภาระการคลังของภาครัฐที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ และค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้สูงอายุ ในขณะที่รายรับภาครัฐจะลดลงจากฐานภาษีที่แคบลงตามการลดลงของคนวัยทำงาน ระดับหนี้สาธารณะที่อาจแตะขอบบนของเพดานได้ จะทำให้หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายภาครัฐอาจจำเป็นต้องลดสวัสดิการของประชาชนลงเพื่อลดค่าใช้จ่าย หรือเก็บภาษีเพิ่มขึ้นกับผู้จ่ายภาษีในระบบเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มรายได้ของภาครัฐให้ทันกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

ผลลัพธ์ 4 ชีวิตเปื้อนฝุ่น ปัญหาสุขภาพ และข้อจำกัดในการใช้ชีวิต ปัญหามลพิษของไทยที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะจากฝุ่น PM 2.5 ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากจะสร้างข้อจำกัดในการใช้ชีวิตของผู้คนแล้ว ยังเป็นสาเหตุให้คนไทยเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึง 14% กระทบต่อพัฒนาการของเด็กในหลายมิติ และมีแนวโน้มส่งผลกระทบกับอาชีพที่ต้องทำงานกลางแจ้ง เช่น หาบเร่แผงลอย ก่อสร้าง มอเตอร์ไชค์รับจ้าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรายได้น้อย จะหลีกเลี่ยงผลกระทบจากฝุ่นได้ยาก เป็นอีกหนึ่งปัจจัยซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

หากโจทย์ใหญ่เชิงโครงสร้าง 8 ด้าน ยังเป็นเหมือน “คำถามที่ยังไม่มีใครตอบ” จะนับเป็นการเสียโอกาส โดยเฉพาะในเมื่อนโยบายที่อาจแก้ปัญหาได้ตรงจุด บ่อยครั้งก็ไม่จำเป็นต้องใช้เงินภาครัฐมากเท่ากับวิสัยทัศน์ การมีเป้าหมายที่ชัดเจน และความกล้าทางการเมือง ตัวอย่างเช่น การปฏิรูปกฎหมายแรงงาน การแก้กฎหมายเพื่อส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมและลดการผูกขาด การให้ความคุ้มครองด้านสิทธิทางปัญญาที่ได้มาตรฐานสากล การปฏิรูประบบการศึกษา การปฏิรูปโครงสร้างภาษี เป็นต้น

 

 

ดังนั้น การมีส่วนร่วมของประชาชนที่สำคัญ คือ การตั้งคำถามต่อนโยบายโดยเฉพาะในมิติที่ว่า

1) ทำได้จริงไหม

2) มีต้นทุนเท่าไรและจะจ่ายอย่างไร

3) คุ้มค่าหรือไม่

4) ผลข้างเคียงคืออะไรจะเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างไร

5) แก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ เพื่อให้พรรคการเมืองมีความรับผิดชอบต่อการนำเสนอนโยบาย อันจะสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการทำนโยบายที่คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนบนวิถีของประชาธิปไตย

 

 

[อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่

https://advicecenter.kkpfg.com/th/theanalysis/lostpolicyonthedaythethaieconomywasnotstrong]

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *