โลกของจีน : ฝรั่งชังเอเชีย

This image has an empty alt attribute; its file name is โลกของจีน-logo-1.png

          นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ เอเชีย-อเมริกัน ระบุเอาไว้ว่าได้เกิดกระแสการเลือกปฏิบัติต่อชาวเอเชียในสังคมสหรัฐอเมริกามายาวนานต่อเนื่องที่นำไปสู่การข่มขู่ คุกคาม จนถึงขั้นการทำร้ายร่างกาย 

         ยิ่งมีเรื่องโรคไวรัส COVID-19 ที่ขณะนี้กำลังระบาดทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อ 5.95 ล้านคน(ยอด ณ วันที่ 29 พ.ค. 2563)  โดยสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มียอดผู้ติดเชื้อและยอดผู้เสียชีวิตสูงที่สุดในโลก  ก็ยิ่งทำให้การเลือกปฏิบัติต่อชาวเอเชียโดยเฉพาะ “คนจีน”ในอเมริกากลายเป็นความเกลียดชังที่มีแนวโน้มรุนแรงยิ่งขึ้น

        ชาวอเมริกันที่กำลังช็อคกับสถานการณ์ในบ้านตัวเองที่หลังจากเหตุการณ์ “ 9/11” เมื่อปี 2001 แล้วเชื่อมั่นว่าอเมริกาปลอดภัยจากการก่อการร้าย  แต่กลับถูกโจมตีจากไวรัสที่มองไม่เห็นตัวจนมีผู้เสียชีวิตนับแสนคนจากจำนวนผู้ติดเชื้อในระดับ 1.77 ล้านคน(ยอด ณ วันที่ 29 พ.ค.2563)

         ผลกระทบไม่ใช่แค่นั้น  เพราะไวรัสร้าย COVID-19 ยังทำให้ชาวอเมริกันทุกระดับชั้นพากันตกงานแบบไม่ทันตั้งตัวประมาณ 30 ล้านคน  จากการล็อคดาวน์กิจกรรมต่างๆเพื่อหวังสกัดยับยั้งการแพร่ระบาด  ซึ่งแม้ว่าวันนี้จะเริ่มปลดล็อคให้เริ่มกลับมาเปิดร้านทำการค้าได้แล้วแต่ใช่ว่าจะเหมือนเดิม

         คนทั้งโลกมองเห็นความล้มเหลวของรัฐบาลสหรัฐฯในการรับมือการแพร่ระบาดCOVID-19 เพราะผู้นำประเทศคุยโม้โอ้อวดล่วงหน้าไว้เป็นเดือน   แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้วาทะกรรมโยนความรับผิดชอบให้แก่ “สาธารณรัฐประชาชนจีน” ที่อยู่คนละซีกโลกด้วยการโหมประโคมคำว่า “ไวรัสจีน”ใส่หูชาวอเมริกันอย่างต่อเนื่อง 

          อเมริกันชนที่รู้ทันโลกย่อมเข้าใจว่าเท็จ-จริงเป็นอย่างไร  แต่ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยที่ไม่ติดตามข่าวสารโลกก็พร้อมที่จะเชื่อผู้นำ  นี่เท่ากับเติมเชื้อไฟ  ปลูกฝังความเกลียดชังต่อชาวเอเชียมากยิ่งขึ้น            

          วงการแพทย์อเมริกาแสดงความกังวลว่า  การสั่งปลดล็อคดาวน์ทั้งๆที่การระบาดยังควบคุมไม่ได้  หากมีการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นเป็นการระบาดระลอก2 ที่จะรุนแรงกว่าระลอก 1 อาจส่งผลต่อจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นทวีคูณ  เมื่อนั้นสหรัฐอเมริกากลายเป็น “รัฐล้มเหลว”อย่างแท้จริง เศรษฐกิจจะยิ่งพัง  คนจะยิ่งตกงาน  แล้วภาพการต่อแถวยาวเป็นกิโลฯเพื่อรอรับอาหารจะกลับมาอีกครั้ง

          วันนี้ไม่ใช่แค่สหรัฐอเมริกาที่กำลังใช้ COVID-19 เป็นเครื่องมือทางการเมือง  เพื่อหา “แพะ”มารับผิดชอบแทนความล้มเหลวของตนเอง  โดยไม่สนว่าจะไปสร้างกระแสการเหยียดเชื้อชาติ ชังพวกผิวเหลืองตาตี่ และผลกระทบจะตามมาขนาดไหน

          ที่ “ประเทศเยอรมนี” เมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา  สื่อใหญ่อย่างหนังสือพิมพ์ Bild ได้ลง “บทบรรณาธิการ” เรียกร้องให้จีนรับผิดชอบต่อความเสียหายทางเศรษฐกิจของเยอรมนี  ซึ่งตีมูลค่าความเสียหายไว้ประมาณ 149,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 5 ล้านล้านบาท   โดยกล่าวหาว่าจีนปกปิดข้อเท็จจริง  ไม่บอกความจริงกับโลกแต่เนิ่นๆว่า COVID-19 มีอัตราการติดเชื้อสูง

          บทบรรณาธิการของ Bild สะท้อนว่าความเกลียดชังมีอิทธิพลเหนือมาตรฐานและจรรยาบรรณของสื่อมวลชน  ที่ไม่ควรเอาความรู้สึกส่วนตัวที่อาจจะไม่ชอบจีนเพราะมีความต่างทางด้านวัฒนธรรมหรือระบบการปกครอง  มาสรุปโดยยังไม่มีข้อเท็จจริงว่าจีนต้องรับผิดชอบต่อการแพร่ระบาด COVID-19

            อิทธิพลสื่อคือการชี้นำ ปลูกฝังความคิดต่อผู้บริโภคข่าว  ย่อมมีผลให้ชาวเยอรมันจำนวนไม่น้อยคล้อยตาม  สร้างความเกลียดชังต่อประเทศจีนและชาวจีน  ซึ่งเหมารวมถึงคนเอเชียด้วย

           แม้ต่อมารัฐบาลเยอรมนีจะปฏิเสธว่าไม่มีนโยบายเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าว  แต่หญิงเหล็ก-นางแองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี  ก็เรียกร้องให้จีนแสดงความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการระบาดในช่วงแรกๆก่อนจะกระจายไปทั่วโลก  โดยแองเกลากล่าวในทำนองว่า  ยิ่งจีนมีความโปร่งใสเรื่องไวรัสเท่าไร  โลกก็ยิ่งได้ความรู้มากเท่านั้น

          นางแมร์เคิล รู้ดีว่ารัฐบาลเยอรมนีไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายจากจีนเพราะเยอรมนีแสดงท่าทีมั่นอกมั่นใจตนเองมาตั้งแต่ต้นว่ามีความพร้อมทางการแพทย์ในการรับมือกับโรคระบาด  กระทั่งมาตื่นตระหนกเมื่อการติดเชื้อแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและมียอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นมาก

          ขณะนี้เยอรมนีมียอดผู้ติดเชื้ออยู่ในอันดับ 8 ของโลกประมาณ 182,711 คน  ยอดเสียชีวิตสะสม 8,577 คน  รักษาหายแล้วมากกว่า 164,100 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 29 พ.ค.2563)

          ฝรั่งอีกประเทศที่ร่วมปลุกกระแสชังเอเชียคือ “ออสเตรเลีย” แม้ออสซี่จะมียอดผู้ติดเชื้อเพียงระดับ 7,173 คน ส่วนใหญ่รักษาหายแล้ว  มียอดผู้เสียชีวิตแค่ 103 คน(ข้อมูล ณ วันที่ 29 พ.ค.2563) แต่นักการเมืองออสเตรเลียมุ่งเป้าโจมตีจีนอย่างไม่เกรงใจความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าที่มีต่อกัน

           ในเกมการเมืองระหว่างประเทศ รัฐบาลแคนเบอร์ร่าใกล้ชิดกับวอชิงตัน  สมรู้ร่วมคิดกันมาหลายงานโดยเฉพาะการร่วมสกัดกั้นบทบาทของจีนในแปซิฟิก  ตัวอย่างที่เห็นชัดคือการร่วมแบนเทคโนโลยี “หัวเว่ย” ทันทีทันใดที่อเมริกาออกโรง

          ดังนั้นหลังจากที่ สกอตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย วางสายโทรศัพท์กับประธานาธิบดีทรัมป์จากการสนทนาเรื่อง COVID-19   สกอตต์ได้ประกาศเรียกร้องเชิญชวนให้นานาชาติมาร่วมสอบสวนจีนเรื่องการปกปิดต้นตอไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่  ที่อเมริกาจุดประเด็นว่าหลุดออกมาจากแล็บที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน

          แต่ทั้งอเมริกาและออสเตรเลีย คงลืมไปว่าเวทีโลกวันนี้ต่างจากวันก่อนที่ไม่สามารถชี้นิ้วหรือกดรีโมทควบคุมได้ง่ายๆ  ยิ่งในเรื่องโรคระบาดที่เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่เกี่ยวพันกับชีวิตมนุษย์  จึงไม่ควรเอาการเมืองมากำหนด

          ในการประชุมสมัชชาอนามัยโลกครั้งที่ 73 เมื่อวันที่ 18-19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา  ทรัมป์ขู่องค์การอนามัยโลกว่าจะตัดงบสนับสนุนอย่างถาวร  และอเมริกาอาจจะถอนตัวจากการเป็นสมาชิก 

           แต่สมัชชาอนามัยโลกได้แสดงให้เห็นว่าไม่ได้อยู่ใต้อาณัติมหาอำนาจที่จะเอาเรื่องการเมืองระหว่างประเทศมาเล่นในเวทีสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วยและความเป็นความตายของมนุษยชาติ  โดยมีมติให้ไต่สวนเรื่องไวรัสCOVID-19 ฉบับที่เสนอโดย “สหภาพยุโรป”ที่เน้นความร่วมมือทางการแพทย์เป็นสำคัญ

         สหภาพยุโรปยังตอกหน้าทรัมป์ด้วยว่า  “นี่เป็นเวลาของความสมัครสมานสามัคคี  ไม่ใช่เวลามาชี้นิ้วโทษใคร  หรือทำลายความร่วมมือระดับพหุภาคี

โดย ชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ

……………………………………………………………………………………………………………………………….

หมายเหตุ : ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ อปท.นิวส์  ปีที่ 13 ฉบับที่ 333 วันที่ 1 – 15 มิถุนายน พ.ศ.2563

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *